โรคอ้วนเข้าใจในบางแง่มุม

โรคอ้วนเข้าใจในบางแง่มุม

โรคอ้วนเข้าใจในบางแง่มุม คนอ้วน ในโลกนี้ นับวันจะมีมากขึ้นๆ เพราะ มาพร้อมกับ ความมีอันจะกิน มากขึ้น ที่สหรัฐฯ มีคนเป็นโรคอ้วน กันมากประมาณ 30% ตัวเลขนี้ ยังไม่นับภาวะน้ำหนักเกิน อีก 60% มีการผ่าตัด ลดความอ้วน กันถึงปีละราว 200,000 ราย มีการศึกษาเรื่องโรคอ้วน กันเป็นล่ำเป็นสันมากมาย ทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับ โรคนี้มากขึ้น

ข้อมูลจากการบรรยายของ Robin P. Blackstone, U. of Arizona School of Medicine, Phoenix กล่าวว่า มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคอ้วนหลายอย่าง จึงนำเสนอเรื่องนี้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

โรคอ้วน คือ ภาวะที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 30 วิธีคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย
คือ BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ความสูง (เมตร) 2 ครั้ง

ในการลด น้ำหนัก มีความเข้าใจผิด ในหลักการว่า “อาหาร (แคลอรี) เข้าเท่ากับพลังงานออก” จะทำให้เกิด ความสมดุล แต่ในคนเป็น โรคอ้วน สูตรนี้ ไม่ได้ตรงไปตรงมา ปกติคนธรรมดา ถ้าคิดตามกฎของ Thermodynamics ถ้าลดการกิน 100 แคลอรีต่อวัน โดยที่อย่างอื่น ไม่เปลี่ยนแปลง จะเป็นผลให้น้ำหนัก ลดลง 50 ปอนด์ในเวลา 5 ปี แต่ในคนอ้วน ลดได้แค่ 10 ปอนด์

การลดความอ้วน โดยลดการกินนั้นยาก เพราะการลด การกินลง ในระยะแรกน้ำหนัก จะลดลงเร็ว แต่ต่อมาก็จะทรงตัว เป็นแนวราบ หลังจากนั้น การลดน้ำหนัก จะยากขึ้น เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยน การเผาผลาญ (metabolism) ของร่างกาย และ การออกกำลังกาย ของคนอ้วน จะทำให้กินมากขึ้น

พันธุกรรมของโรคอ้วน

มีสถิติที่น่าสนใจคือ…
1.ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกจะอ้วนประมาณ 25-50%
2.ถ้าทั้งพ่อทั้งแม่อ้วน ลูกจะอ้วน 75%
3.คนที่เคยอ้วนตอนวัยรุ่น 80% จะอ้วนตอนเป็นผู้ใหญ่

70% ของโรคอ้วน เกิดจากพันธุกรรม หรือ ยีน (ถ่ายทอดโดย polygenic trait) พันธุกรรม มีผลต่ออัตราการ เผาผลาญอาหาร ฮอร์โมน การส่งผ่านสัญญาณ ทางระบบประสาท และเซลล์ไขมัน ที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วน การมีความโน้มเอียง ที่จะอ้วนอาจจะไม่มีพันธุกรรม (ยีน) โดยตรง แต่เกิดจาก อิทธิพล ของแม่ที่อ้วนซึ่งส่งผลต่อการทำงานของ ยีน (gene expression) ของทารกในครรภ์ เรียกว่า epigenetics ซึ่งเป็น กลไกการเปลี่ยนแปลง
ที่นอกเหนือไปจากการที่เปลี่ยนแปลง การเรียงตัวของสารพันธุกรรมหรือ ดีเอ็นเอ

นอกจากนี้ อิทธิพล จากสิ่งแวดล้อม ก็สามารถเปลี่ยนแปลง การแสดงออกของยีน ได้ด้วย ตัวอย่างเช่น แม่อ้วนที่เป็นเบาหวาน ทำให้ลูกมีความโน้มเอียง ที่จะเป็นเบาหวาน แม่ที่กินน้ำตาล มากจะทำให้ยีนที่ทำหน้าที่เผาผลาญ น้ำตาลถูกกดการทำงาน การถูกกดการทำงานนี้ถูกส่งผ่านไป สู่ลูกในครรภ์ เด็กพวกนี้เมื่อเกิดมาเวลา ไปกินน้ำตาลแล้ว จะอ้วนได้ง่าย

สรีรวิทยาบางอย่างของการกิน

การกินอาหาร เป็นสิ่งกระตุ้น ที่สำคัญที่สุดต่อสมอง การกินจะไปกระตุ้น ตัวรับรู้สารเคมี ในลำไส้ แล้วส่งสัญญาณไปสู่สมอง สมองก็จะทำการประมวลผล แปรสัญญาณส่งกลับไปสู่ ร่างกายให้ทำงาน เกรลิน (ghrelin) เป็นฮอร์โมน ส่งสัญญาณตัวหนึ่งที่สัมพันธ์ กับโรคอ้วน ฮอร์โมนชนิดนี้ ถูกผลิตโดยเซลล์ของกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กระตุ้น ให้เกิดความหิว การกินอาหารไขมันสูง มีผลยับยั้งฮอร์โมนเกรลินได้ไม่ดี ทำให้หิวได้ง่ายขึ้น สารตัวนี้ทำให้มีการหลั่งสารอินซูลินมากขึ้น เกิดการสะสมกรดไขมันในเซลล์มากขึ้น ทำให้ส่งเสริม ความอ้วน นอกจากนี้เกรลิน ยังสามารถเคลื่อนผ่านผนังกั้นระหว่าง หลอดเลือดและ เซลล์สมอง มีฤทธิ์ช่วยลดความกังวลใจ และปล่อยให้สารสเตียรอยด์ออกมาสู่กระแสเลือด สาร glucagon-like peptide (GLP-1) สารตัวนี้มีฤทธิ์ทำให้รู้สึกอิ่ม ถูกผลิตโดยลำไส้ส่วนปลายหลังจากกินอาหารไปแล้ว 10-20 นาที แต่การกินอาหารเร็วเกินไป จะไม่ได้อานิสงส์ของสารตัวนี้ในการลดการกิน การอุบัติและ พัฒนาการของเนื้อเยื่อไขมันเกิดขึ้น ในขณะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาช่วงไตรมาสที่ 2 เนื้อเยื่อไขมันแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ เนื้อเยื่อไขมันสีขาว (white adipose tissue; WAT) และ เนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาล (brown adipose tissure : BAT) โดยทั่วไปไขมันใต้ผิวหนังทำหน้าที่เป็นกันชนไขมันในช่องท้อง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงาน เนื้อเยื่อไขมันสีขาวทำหน้าที่เก็บกักไขมันและผลิตฮอร์โมนหลายตัว ในขณะที่เนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลทำหน้าที่สร้างความร้อน และ ถูกกระตุ้นด้วยการออกกำลังกายและความเย็น เลปติน (Leptin) เป็นฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่ง ถูกผลิตขึ้นโดยเนื้อเยื่อ ไขมันสีขาว ระดับของเลปตินขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน ในร่างกาย ฮอร์โมนชนิดนี้มีฤทธิ์ทำให้ความอยากอาหารลดลง จึงกินอาหารน้อยลง และ เพิ่มอัตราการใช้พลังงานของร่างกาย จึงช่วยลดความอ้วน สารชนิดนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเราอดอาหาร คนที่เป็นโรคอ้วนมีความต้านทานต่อเลปติน จึงทำให้การใช้พลังงานลดลงและ ลดน้ำหนักไม่ได้ผล

ติดตามเรื่องราวใหม่ๆได้ที่: pgslotgame , live22

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*